PCSGH PCSGH
chairman-and-ceo
สารจากประธานกรรมการ
quote-open

บริษัทฯ มุ่งมั่นในการพัฒนาส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมและชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนใกล้เคียงให้มีคุณภาพดีขึ้นพร้อมๆ ไปกับการเติบโตของบริษัทฯ

quote-close

ในปี 2568 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาจากปี 2566–2567 จากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการให้สินเชื่อ โดยเฉพาะรถยนต์ ซึ่งการซื้อรถยนต์ภายในประเทศส่วนใหญ่ยังคงผ่านการให้สินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็นหลัก จึงมีผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์ภายในประเทศโดยรวมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินมีโครงการปรับโครงสร้างหนี้ของภาคประชาชน และเริ่มผ่อนคลายข้อจำกัดในการให้สินเชื่อให้ดีขึ้น ทั้งนี้ กลุ่มยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์สำหรับปี 2568 ดังต่อไปนี้

  • ยอดการผลิตรถยนต์รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,455,569 คัน ลดลงร้อยละ 0.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่ 1,468,997 คัน
  • ยอดการผลิตรถกระบะ 1 ตัน รวมรถกระบะดัดแปลง จำนวน 893,921 คัน โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.02 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่ 893,700 คัน โดยรถกระบะเชิงพาณิชย์ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่อ่อนแอ ขณะที่รถกระบะดัดแปลงในกลุ่ม SUV และ PPV เพิ่มขึ้นและสามารถช่วยชดเชยยอดผลิตโดยรวม
  • ยอดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) จำนวน 70,913 คัน คิดเป็นร้อยละ 4.9 ของการผลิตรถยนต์ในประเทศ ซึ่งยังมีสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับการผลิตรวม แต่มีการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปี 2567 ที่ 9,520 คัน เนื่องจากผู้ผลิตเร่งการผลิตตามมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล
  • ยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ 621,166 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 จากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่ 572,675 คัน โดยแรงหนุนหลักมาจากยอดขายช่วงปลายปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของการจดทะเบียนรถยนต์ภายใต้โครงการ EV 3.0 ส่งผลให้รถยนต์นั่ง รถกระบะดัดแปลง SUV และ PPV มียอดขายเพิ่มขึ้น ขณะที่รถกระบะยังทรงตัวในระดับต่ำ
  • ยอดการส่งออกรถยนต์ 935,750 คัน ลดลงร้อยละ 8.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่ 1,019,213 คัน จากการยุติการผลิตรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปบางรุ่นเพื่อส่งออก รวมถึงการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดจากประเทศจีนในตลาดส่งออก ประกอบกับผลกระทบจากสงครามการค้า ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ มาตรการควบคุมการปล่อยคาร์บอน และการขาดแคลนชิ้นส่วนจากข้อจำกัดการส่งออกแร่หายากในปี 2568

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวมทั้งสิ้นจำนวน 2,974.4 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7.5 จาก 3,214.5 ล้านบาท ในปี 2567 โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อและการเลื่อนเปิดโครงการใหม่ของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะ ประกอบกับเงื่อนไขสินเชื่อที่เข้มงวดและการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลดดอกเบี้ยช่วยบรรเทาบางส่วน ขณะที่รายได้จากตลาดส่งออกทางอ้อมยังชะลอตัวจากผลกระทบของสงครามการค้า แม้มีแรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมันที่ลดลง

บริษัทฯ มีกำไรสุทธิสำหรับปี 2568 เท่ากับ 544.4 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนกำไรสุทธิต่อรายได้รวมอยู่ที่ร้อยละ 18.2 กำไรสุทธิต่อหุ้นขั้นพื้นฐานอยู่ที่ 0.366 บาทต่อหุ้น เทียบกับกำไรสุทธิ 631.8 ล้านบาท ในปี 2567

สำหรับทิศทางในการดำเนินงานของบริษัทฯ ในประเทศสำหรับปี 2569 ยังคงให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การรักษาตลาดการผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนเครื่องยนต์และชิ้นส่วนรถกระบะ 1 ตัน พร้อมกับการเข้าไปในธุรกิจใหม่มากขึ้น ได้แก่

  • การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • ชิ้นส่วนที่ไม่ใช่รถกระบะ 1 ตัน (Non-Pickup) ได้แก่ รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ (Big Bike) รถบรรทุกขนาดใหญ่ (Big Truck) และรถยนต์นั่ง (Passenger Car)
  • การผลิตชิ้นส่วนที่ไม่ใช่ยานยนต์ เช่น เครื่องจักรกลทางการเกษตร (Agricultural Machinery) เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (Home Appliance) และอุตสาหกรรมด้านอวกาศ เป็นต้น

เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงและขยายฐานรายได้ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

สำหรับความรับผิดชอบต่อสังคม บริษัทฯ และบริษัทย่อยดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความยั่งยืน ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และยึดมั่นการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดี ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน บริษัทฯ มุ่งมั่นในการพัฒนา ส่งเสริม และยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมและชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนใกล้เคียง ให้มีคุณภาพดีขึ้นพร้อมไปกับการเติบโตของบริษัทฯ

สุดท้ายนี้ ในนามของคณะกรรมการบริษัท ขอขอบคุณผู้ถือหุ้น ผู้มีส่วนได้เสีย พนักงาน และผู้บริหารทุกท่านสำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัทจะยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้บริษัทฯ เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป

นายบัลลังก์ รุ่งโรจน์กิติยศ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร